กิจกรรมที่1. ศิลปะปฎิบัติ
เปลือกไข่ประดับลาย

 

 

 

       "เปลือกไข่ประดับลาย" งานประดิษฐ์ที่เรานำเสนอครั้งนี้ เป็นงานประดิษฐ์ที่ใช้อุปกรณ์ในการทำค่อนข้างน้อย และหาได้ง่ายๆทั่วไป วิธีทำก็แสนง่าย  งานนี้เด็ก ๆ สามารถทำได้สบายเลยครับ...แต่ผลงานเมื่อสำเร็จออกมาแล้วกลับดูสวยงามจนคุณๆอดภูมิใจไม่ได้เลยทีเดียวครับ

 
 
 

สิ่งที่ต้องเตรียม

 

 

 

 
  1. เปลือกไข่ที่ทำความสะอาดจนดีแล้ว หากไม่ต้องการใช้เปลือกไข่จริงๆ ก็สามารถใช้ไข่พลาสติก  
  หรือวัสดุอื่นรูปทรงไข่แทนได้ (ตามจำนวนที่ต้องการ)
2. กระดาษลายสวยงามต่างๆ
3. กาวลาเท็กซ์
4.. กรรไกร หรือ คัตเตอร์
5. น้ำยาเคลือบสีเล็บ
6. เทปกาว
         
 

วิธีทำ

 
     

 

1. เตรียมเปลือกไข่โดยการเจาะรูนำไข่ออก แล้วนำไปล้างให้สะอาดและตากให้แห้งสนิท จากนั้นนำเทปกาวมาปิดทับบริเวณที่เป็นรูนั้นเสีย  
     
     
 

2. ตัดกระดาษให้ได้รูปทรงโค้งตามขอบของลาย ตัดเตรียมไว้หลายๆแบบ

 
     
     
 

3. ทากาวลาเท็กซ์ลงบนกระดาษลายที่ต้องการใช้ทีละชิ้น นำติดให้รอบเปลือกไข่

 
     
     

 

4. ติดทับซ้อนกันไปมาไม่ให้เหลือช่องว่าง โดยกำหนดลวดลายและสีสันตามจินตนาการของแต่ละคนเลยครับ...  
     
     

 

5. เมื่อได้แบบที่ถูกใจแล้ว ปล่อยไว้จนมั่นใจว่ากาวแห้งสนิท จึงนำน้ำยาเคลือบเล็บมาลงเคลือบประมาณ 2-3 ชั้น  
     
     

 

6. จะได้เปลือกไข่ประดับลายดังภาพนี้  
     
     

 

7. สามารถนำไปวางประดับตามมุมต่างๆของบ้านหรือนำไปตกแต่งกระเช้าของขวัญให้สวยงามมากขึ้นได้เลยครับ...  
   
           กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับเด็กในช่วงชั้นประถมปลายเพราะต้องมีการใช้กรรไกรซึ่งเป็นของมีคมและน้ำยาทาเล็บซึ่งเป็นสารเคมี เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ลงบนวัสดุที่สามรถหาได้ในครัวเรือน
กิจกรรมที่2. ประวัติศาสตร์ศิลป์
การสอนประวัติศาสตร์ศิลปะ
 

 
 
Neo Classic Art
ศิลปะที่ลอกเลี่ยนแบบศิลปะคลาสสิคโบราณ


ศิลปะที่ลอกเลี่ยนแบบศิลปะคลาสสิคโบราณมีอยู่สองแบบ
-แบบแรกดัดแปลงจากของเดิม โดยรักษาความเป็นเอกลักษณ์แต่สร้างสรรค์ขึ้นตามแนวคิดใหม่ จึงเกิดศิลปะรูปแบบใหม่เรียกว่า เรอนาซองส์ แปลว่าการเกิดใหม่ของศิลปะคลาสสิค.
-แบบที่สองลอกเลียนจากศิลปะคลาสสิคโบราณทุกกระเบียดนิ้ว ชึ่งในสมัยของพระเจ้านโปเลียนมหาราชของฝรั่งเศส นิยมศิลปะศาสสิคอย่างกว้างขวาง ดังนั้น ศิลปินจิตรกรสมันนั้นจึงเลียนแบบกรีกโรมโบราณ ดังจะเห็นได้จาก บ้านเรือนที่อยู่อาศัย งานสร้างด้านสถาปัตย์กรรมต่างๆ ส่วนรูปเขียนและงานปฎิมากรรม ก็จัดองค์ประกอบ การวางท่าทาง การวางกลุ่มของภาพ การวางโทนสี หรือการเขียนภาพเล่าเรื่องแบบเทพนิยายกรีกแบบโรมัน ปราชญ์ทางฝ่ายศิลปะจึงเรียกศิลปะในสมัยนี้ว่า Neo Classic Art ศิลปะนีโอคลาสสิค         จิตกรที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นหัวหน้ากลุ่ม นีโอคลาสสิค คือ โกรส์ Baron Antoine Jean Gros,1771-1835 เขามาจากตระกูลช่างเขียนเล็กๆ ต่อมาได้เป็นลูกศิษย์ของ ดาวี ในปี 1785 เขาถูกส่งไปอิตาลีเพื่อติดสอยห้อยตามจักรพรรดินโปเลียน ทำให้กลายเป็นช่างเขียนประจำกองทัพ ภาพเขียนจำนวนมากจึงเป็นฉากของสงครามและการรบอันงดงาม ภายหลังการสิ้นชีวิตของเขาในปี1825 เขาได้รับการยกย่องว่าคือผู้นำของกลุ่มนีโอคลาสสิค
       กิจกรรมนี้เหมาะสำหรับเด็กในช่วงชั้นมัธยมปลาย  เพื่อให้เข้าใจถึงเอกลักษณ์ของศิลปะในยุคต่างๆที่มาที่ไปแรงผลักดันที่ก่อให้เกิดศิลปะในยุคนั้นๆ
 
กิจกรรมที่3. สุนทรียศาสตร์
สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) คืออะไร?

ภาพที่เราเห็นข้างบนนี้ หากให้คน 2 คนมาให้ความเห็นว่าภาพนี้เป็นอย่างไร สวยหรือไม่สวย เราอาจได้ความเห็นของคนทั้ง 2 ไม่ตรงกัน เป็นเพราะความงามในทัศนะของคนแต่ละคนนั้นไม่
เหมือนกัน ทุกคนย่อมมีเกณฑ์การตัดสินความงามของภาพเป็นของตนเอง ภาพที่คนหนึ่งมองว่า
สวย อีกคนอาจจะมองว่าไม่สวยเลยก็ได้
สุนทรียศาสตร์ ( Aesthetics ) คืออะไร ?
           สุนทรียศาสตร์ มาจากภาษาสันสฤตว่า “ สุนทรียะ ” แปลว่า “ งาม ” และ “ ศาสตร์ ” แปลว่า “ วิชา ” เมื่อรวมความแล้วจึงแปลได้ว่า “ วิชาที่ว่าด้วยสิ่งสวยงาม ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Aesthetics” (เอ็ซเธทถิกส์) โดยศัพท์คำนี้เกิดจากนักปรัชญาเหตุผลนิยมชาวเยอรมันชื่อ โบมกาเต้น ( Alexander Gottlieb Baumgarten ) ซึ่งสร้างคำจากภาษากรีกคำว่า “Aisthetikos” (อีสเธทิโคส) แปลว่า “ รู้ได้ด้วยผัสสะ ”

        ความงามอาจเป็นสิ่งลึกซึ้งที่มีอยู่ในทุกสิ่ง อาจจะเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ปราศจากการปรุงแต่ง หรืออาจจะเป็นคุณสมบัติในทางศีลธรรม หรือสิ่งที่โน้มน้าวใจให้เกิดความรู้สึกซาบซึ้ง ปลาบปลื้ม ความงามอาจมีอยู่รอบๆ ตัวเรา ทั้งสิ่งที่มนุษย์เราสร้างขึ้นมาเอง ทั้งสิ่งที่เกิดโดยธรรมชาติ
       เหมาะสำหรับเด็กในช่วงชั้นมัธยมปลาย เพื่อให้เด็กได้ใช้ความรู้สึกในการมองภาพการตัดสินความงามของสิ่งต่างๆ
กิจกรรมที่4. ศิลปะวิจารณ์

แนวทางการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของงานศิลปะ

          การวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะโดยทั่วไปจะพิจารณาจาก 3 ด้าน  ได้แก่

1. ด้านความงาม

       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านทักษะฝีมือ การใช้ทัศนธาตุทางศิลปะ และการจัดองค์ประกอบศิลป์ว่าผลงานชิ้นนี้แสดงออกทางความงามของศิลปะได้อย่างเหมาะสมสวยงามและส่งผลต่อผู้ดูให้เกิดความชื่นชมในสุนทรียภาพเพียงใด ลักษณะการแสดงออกทางความงามของศิลปะจะมีหลากหลายแตกต่างกันออกไปตามรูปแบบของยุคสมัย ผู้วิเคราะห์และประเมินคุณค่าจึงต้องศึกษาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจด้วย เช่น

ภาพแม่พระมาดอนนา พระเยซู และเซนต์จอห์น
(The Madonna and Child with The infant St. John)
เทคนิคสีน้ำมันบนแผ่นไม้
ผลงานของราฟาเอล (Raphael)
แสดงรูปแบบความงามของภาพโดยใช้รูปคนเป็นจุดเด่น
มีความเวิ้งว้างของธรรมชาติเป็นฉากหลังแสดงความตื้นลึกใกล้ไกล
โดยใช้แนวทางของทัศนียวิทยาและการจัดองค์ประกอบภาพในแนวกรอบสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นลักษณะความงามในการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่ศิลปินในสมัย
ฟื้นฟูศิลปวิทยานิยมทำกัน

 

ภาพองค์ประกอบศิลป์ (Composition) 
เทคนิคสีน้ำมันบนผ้าใบ (พ.ศ.2472)
ผลงานของ พีต  มอนดรีอัน (Piet  Mondrian)
เน้นการออกแบบโดยเส้นที่ตัดกันเป็นมุมฉากระหว่างเส้นนอนกับเส้นตั้ง
เกิดเป็นบริเวณว่างให้มีความสัมพันธ์กันภายในกรอบสี่เหลี่ยม
ด้วยการใช้สีแดง เหลือง น้ำเงินที่สดใส รวมทั้งสีขาว ดำ และเทา
ในแบบนามธรรมที่ใช้เส้นเรขาคณิตเป็นหลัก

       สรุปการวิเคราะห์และการประเมินคุณค่าของงานศิลปะในด้านความงามจะตัดสินกันที่รูปแบบการจัดองค์ประกอบศิลป์ให้เกิดคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ หรือการเห็นคุณค่าทางความงามนั่นเอง

2. ด้านสาระ

       เป็นการวิเคราะห์และประเมินคุณค่าของผลงานศิลปะแต่ละชิ้นว่ามีลักษณะส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ตลอดจนจุดประสงค์ต่างๆ ทางจิตวิทยาว่าให้สาระอะไรกับผู้ชมบ้าง ซึ่งอาจเป็นสาระเกี่ยวกับธรรมชาติ สังคม ศาสนา การเมือง ปัญญา ความคิด จินตนาการ และความฝัน เช่น



ภาพวันที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ.2351 (The Third of May 1808)
ผลงานของฟรันซิสโก โจเซ เด โกยา (Francisco Jose de Goya) จิตรกรชาวสเปน
แสดงคุณค่าด้านสาระให้เห็นถึงความเจ็บปวดจากการถูกย่ำยีและเข้ายึดครองประเทศสเปนของทหารฝรั่งเศส ในสมัยนโปเลียนที่มีการสังหารประชาชนผู้แสวงหาอิสรภาพอย่างเลือด็น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีคุณธรรมในการปกครองบ้านเมือง

3. ด้านอารมณ์ความรู้สึก

        เป็นการคิดวิเคราะห์และประเมินคุณค่าในด้านคุณสมบัติที่สามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกและสื่อความหมายได้อย่างลึกซึ้งของวัสดุ ซึ่งเป็นผลของการใช้เทคนิคแสดงออกถึงความคิด พลัง ความรู้สึกที่ปรากฏอยู่ในผลงาน เช่น

 

ประติมากรรมชื่อ ปิเอตา ( Pieta )
ผลงานของ มิเคลันเจโล (Michelongelo Buonarroti)
แสดงคุณค่าด้านความงามขององค์ประกอบศิลป์ที่จัดไว้ในแนวกรอบของรูปสามเหลี่ยม
ซึ่งเป็นการจัดองค์ประกอบศิลป์ที่นิยมกันมากในผลงาน ศิลปะสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยา
(Renaissance) นอกจากนั้นยังแสดงความงามของแนวเส้นโค้งของพระเศียรพระแม่มาเรีย
ที่ก้มพระพักตร์ลงกับแนวเส้นโค้งของพระวรกายองค์พระเยซูที่นอนพาดอยู่บนตัก
อย่างงดงามกลมกลืน ได้คุณค่าทางอารมณ์ความรู้สึกเป็นอย่างดี ทำให้มองเห็นถึงความรู้สึกของแม่
ผู้มีความรักความผูกพันต่อลูก รวมทั้งยังได้คุณค่าสาระทางด้านศาสนาอีกด้วย
         เหมาะสำหรับเด็กในช่วงชั้นมัธยมปลาย เพื่อให้เด็กได้รู้จักใช้การวิเคราะห์ สังเคราะห์ การตีความหมายของภาพเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของศิลปิน และสามารถวิจารณ์ผลงานศิลปะได้
 
 
 
 
หน้าที่ 1 / 1    คลิกดูสารบัญ
History (version update) => |First|Back|Next|Last
 
Create by ณภัทร จารึกฐิติ [ วันที่ 28 มิถุนายน 2553 เวลา 10:39:23 ]
Update by ณภัทร จารึกฐิติ [ วันที่ 4 กรกฎาคม 2553 เวลา 22:30:06 ]
อ่าน 13199 ครั้ง
เพิ่มเขียน Blog ใหม่| แก้ไขสมัครสมาชิกระบบ
 

แสดงความคิดเห็น

 
ข้อความคิดเห็น
ชื่อ
อีเมล์
ใส่รหัส post