ศิลปศึกษา   แห่ง ครุศาสตร์ จุฬาฯ

                                      บนจุดยื่นที่มั่นคง

 
 
         "การพัฒนาความเจริญของเด็กให้ได้สูงสุดตามศักยภาพของเด็กแต่ละคนนั้น ซึ่งจำเป็นต้องสนับสนุนห้เด็กมีโอกาสได้ร่วมทำกิจกรรมต่างๆ ซึ่งจะช่วยก่อให้เกิดความเจริญได้สูงสุดมีบูรณาการอย่างสมดุลในตัวเด็กทั้งจากทางตรง และทางอ้อมเด็กสามารถหาประสบการณ์จากสิ่งต่ง ๆ ตามความปรารถนาเท่าที่จะเป็นไปได้ และสามารถจะรับรู้สิ่งที่ดีงาม ตามโลกทัศน์ของเขา และแสดงออกผ่านทางความคิด และความรู้สึกสร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะ ถ้าผู้ใหญ่ละเลยหรือ จัดกิจกรรมไม่สอดคล้องกับความต้องการตามธรรมชาติของนักเรียนแล้ว เด็กก็ไม่มีโอกาสที่จะพัฒนาเท่าที่ควร และถ้าทางโรงเรียนไม่สามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามจุดมุ่งหมาย ของหลักสูตรด้วยแล้ว ก็เท่ากับการเรียนการสอนนั้นไม่ประสบผลตามปรัชญาการศึกษาที่ตั้ง" (วิรัตน์ พิชญไพบูลย์, ๒๕๓๖)
 
 

จากที่กล่าวไว้ข้างแสดงให้เห็นความสำคัญและหน้าที่ของศิลปศึกษาที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กอันเป็นวัยที่พัฒนาไปสู่ผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ การจะสร้างเสริมพัฒนาการเหล่านี้ให้กับเด็กจำเป็นต้องอาศัยหลักวิชาศิลปศึกษาที่มีทั้งวิชาภาคปฏิบัติ และทฤษฎีที่เปิดโอกาสให้เด็กใช้ความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการแก้ปัญหา เพื่อสำรวจความสนใจและความถนัดพิเศษของตัวเอง รวมทั้งยังเป็นการสร้างเสริมพฤติกรรมอันพึงประสงค์ในการดำเนินชีวิตในสังคม ผ่านกิจกรรมศิลปะ ทั้งในระดับปฐมวัย ประถมศึกษาไปจนถึงมัธยมศึกษา การจะบรรลุเป้าหมายเหล่านี้จำเป็นต้องมีหน่วยงานที่ผลิตครูศิลปะที่มีความสามารถในการเสริมสร้างพัฒนาการอย่างเหมาะในแต่ละวัย โดยใช้กิจกรรมศิลปะเป็นเครื่องมือควบคู่ไปกับการถ่ายทอดความรู้ความเข้าศิลปะเพื่อปลูกฝังความมีสุนทรียภาพให้แก่เด็กในวัยต่าง ๆ

         ศาสตราจารย์พูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา คณบดีคนแรกของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีดำริให้คณะครุศาสตร์เป็นสถาบันการศึกษาวิชาชีพครูชั้นสูงผลิตครูที่มีความเชี่ยวชาญในการสอนวิชาเฉพาะด้านขึ้น จึงได้ขอให้ อาจารย์ วิรัตน์ พิชญไพบูลย์ เป็นผู้เสนอแผนการจัดตั้งแผนกวิชาศิลปศึกษาขึ้น (สัมภาษณ์ศาสตราจารย์ท่านผู้หญิง พูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา: ๒๕๔๔) ในปี พ.ศ.๒๕๑๑ เป็นแผนกวิชาที่สิบ ในคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุดมุ่งหมายเพื่อให้คณะครุศาสตร์ มีการบุกเบิกการเรียนการสอนวิชาศิลปศึกษาในรูปแบบใหม่ โดยนำศาสตร์ศิลปศึกษามาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาบุคคล อันหมายถึงการส่งเสริมพัฒนาการและการแสดงออกทางศิลปะในเด็ก เพื่อให้เด็กเกิดศักยภาพสูงสุดในตัวเอง รวมทั้งการพัฒนาการเรียนการสอนศิลปะระบบการศึกษา โดยนำหลักทฤษฎีทางการศึกษาแนวใหม่มาใช้ การที่จะสนองต่อการบุกเบิกพัฒนาดังกล่าวจำเป็นต้องมีครูศิลปศึกษาที่มีสมรรถภาพและปริมาณที่เพียงพอ จึงได้เสนอขอเปิดหลักสูตร ”ปริญญาตรีครุศาสตรที่มีวัตถุประสงค์สำคัญในการผลิตครูศิลปศึกษา สำหรับสอนวิชาศิลปะและศิลปปฏิบัติในโรงเรียนประถม โรงเรียนวิสามัญ โรงเรียนมัธยมแบบประสมโรงเรียนและวิทยาลัยอาชีวศึกษา โรงเรียนและวิทยาลัยครูตลอดจนสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ที่มีการสอนวิชาศิลปะและศิลปฏิบัติ เป็นวิชาสามัญและบังคับเรียน และได้เปิดรับสมัครนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญ เพื่อเข้าศึกษาต่อในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต หลักสูตร ๔ ปีในสาขาวิชาศิลปศึกษา เป็นแห่งแรกของประเทศไทย (คณะครุศาสตร์,๒๕๑๑) การทำงานในระยะแรกใช้อาคารเรียน ๓ ชั้น ๓ เป็นห้องทำงาน (สัมภาษณ์ วิรัตน์ พิชญไพบูลย์,๒๕๔๗)ปัจจุบันอาคารดังกล่าวถูกรื้อทุบและได้สร้างอาคารประชุมสุข อาชวอำรุงทดแทนบนพื้นที่เดิม ต่อมาสภามหาวิทยาลัย โดยจอมพลถนอม กิตติขจร นายกสภามหาวิทยาลัยในเวลานั้น ได้ลงนามอนุมัติข้อบังคับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้คณะครุศาสตร์ มีแผนกวิชาศิลปศึกษา เมื่อวันที่ ๑๖ มกราคม พ.ศ.๒๕๑๓ (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,๒๕๑๓)จากความจำเป็นและความต้องการใช้พื้นที่สำหรับการเรียนการสอนศิลปะซึ่งต้องอาศัยห้องเรียนห้องปฏิบัติการห้องทำกิจกรรมศิลปะ ที่สนองต่อการผลิตบัณฑิตตามที่ปรากฎในแผนการจัดตั้งแผนกวิชาศิลปศึกษา รัฐบาลจึงได้อนุมัติงบประมาณสร้างอาคารแผนกวิชาศิลปศึกษา ให้แก่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในวงเงิน ๑๔ ล้านบาท โดยสภามหาวิทยาลัยได้อนุมติให้ใช้พื้นที่ด้านทิศตะวันออกติดโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายมัธยม ตามที่ศาสตราจารย์พูนทรัพย์ นพวงศ์ ณ อยุธยา เสนอขอโดยมี ศาสตราจารย์ ม.ร.ว.แหลมฉาน หัสดินท อาจารย์กิตติ สินธุเสก อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาปนิก และอาจารย์วิรัตน์ พิชญไพบูลย์ เป็นที่ปรึกษาการออกแบบ(คณะครุศาสตร์,ม.ป.ป.)ซึ่งแต่เดิมได้กำหนดไว้เป็นอาคาร ๒ ชั้น ต่อมาได้พิจารณาเห็นว่าเพื่อรองรับการขยายงานของแผนกวิชาในอนาคต รวมทั้งลักษณะการใช้งานอาคารต้องการพื้นที่ประกอบกิจกรรมมาก จึงควรได้ปรับแก้ไข ชั้น ๑ เป็นโถงใต้ถุน และขยายเป็นอาคาร ๓ ชั้น 
 

 
             ในเวลานั้นแผนกวิชาศิลปศึกษามีคณาจารย์ประจำเมื่อเริ่มเปิดหลักสูตรได้แก่ อาจารย์อิทธิ คงคากุล อาจารย์วัฒนะ จูฑะวิภาต อาจารย์สัญญา วงศ์อร่ามและอาจารย์ปิยะชาติ แสงอรุณ (สัมภาษณ์ วิรัตน์ พิชญไพบูลย์,ศาสตราจารย์กิตติคุณ,วันที่ ๒๙ เมษายน ๒๕๔๔) และต่อมาได้เปิดวิชาเอกเพิ่มขึ้นอีก คือวิชาเอกอุตสาหกรรมศิลป์โดยมี อาจารย์สุรัตน์ วัณโณ7เข้ามาดูแลรายวิชาในวิชาเอกดังกล่าว ในปี พ.ศ.๒๕๒๐ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปลี่ยนชื่อหน่วยงานระดับแผนกวิชาภายในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นภาควิชาเพื่อให้เกิดความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น แผนกวิชาศิลปศึกษาจึงได้เปลี่ยนชื่อเป็นภาควิชาศิลปศึกษาและยังคงเปิดรับสมัครผู้สำเร็จการศึกษาจากระดับมัธยมศึกษาตอนปลายสายสามัญในเวลาเดียวกันภาควิชาศิลปศึกษาได้บรรจุคณาจารย์เพิ่มขึ้นอีกคือ อาจารย์กำจร สุนพงษ์ศรี อาจารย์เกษร ธิตะจารีย์ ทำให้ภาควิชาฯ มีความแข็งแกร่งทางวิชาการมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ อาจารย์ชัยณรงค์ เจริญพานิชย์กุล ได้มารับผิดชอบสอนวิชาจิตรกรรมสืบแทน อาจารย์อิทธิ  คงคากุล ซึ่งมีความจำเป็นต้องไปปฏิบัติหน้าที่อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ความพร้อมของภาควิชาศิลปศึกษาในการมีคณาจารย์ใหม่ในเวลานั้นที่จบการศึกษาในระดับดุษฎีบัณฑิตจากต่างประเทศ คือ อาจารย์ดร.สุลักษณ์ เทียนสุวรรณ อาจารย์ ดร.อำไพ ตีรณสาร และอาจารย์ ดร.สันติ คุณประเสริฐ ทำให้ภาควิชาศิลปศึกษามีความพร้อมในการเปิดหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิตสาขาวิชาศิลปศึกษา ตามเจตจำนงที่ได้มุ่งหมายไว้แต่แรกเริ่ม โดยเปิดหลักสูตรฯได้ในปี พ.ศ.๒๕๒๗ ซึ่งรองศาสตราจารย์ ปิยะชาติ แสงอรุณ ดำรงตำแหน่งหัวหน้าภาควิชาศิลปศึกษาในขณะนั้น เพื่อเป็นแหล่งเพิ่มพูนความรู้ ประสบการณ์ และคุณวุฒิ ให้แก่อาจารย์ที่สอนในสาขาวิชาศิลปศึกษาในระดับปริญญาตรี ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มุ่งผลิตครู บุคคลากรทางการศึกษา นักวิชาการและนักวิจัยทางศิลปศึกษาที่มีศักยภาพในการจัดการเรียนรู้แนวใหม่ ไปเป็นผู้นำทางวิชาการสามารถสร้าง และวิจัยองค์ความรู้ในสถาบันการศึกษาในประเทศไทย โดยรับสมัครผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษา ที่มีคุณสมบัติจบปริญญาตรีในสาขา ครุศาสตร์ศึกษาศาสตร์ ศิลปศึกษา สถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ โบราณคดี และอุตสาหกรรมศิลป์ ซึ่งได้มีการปรับปรุงหลักสูตรเป็นระยะ ๆ ความจำเป็นในการเตรียมรับมือต่อภาวะการขาดแคลนอาจารย์ที่มีประสบการณ์ และความเชี่ยวชาญในการเรียนการสอนที่ต้องเกษียณอายุราชการ รวมทั้งการออกนอกระบบราชการเพื่อเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐบาล ทำให้ในปี พ.ศ.๒๕๔๖ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเดิมแบ่งส่วนราชการภายในที่มีภาควิชาทั้งสิ้น ๑๔ ภาควิชาได้ปรับรวมเป็น ๔ ภาควิชา โดยภาควิชาศิลปศึกษา ได้ปรับชื่อหน่วยงานเป็น สาขาวิชาศิลปศึกษา ภายใต้สังกัดของ ภาควิชาศิลปะ ดนตรี และนาฏศิลป์ศึกษา โดยยังคงมีพันธกิจในการผลิตบัณฑิตที่มีความเป็นเลิศทางศิลปศึกษา เป็นผู้นำในการสร้างสรรค์การเรียนรู้แนวใหม่ มีความเป็นครูและนักวิชาการที่พร้อมด้วยคุณธรรม ผู้ที่เข้ามาศึกษาในหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาศิลปศึกษา จะต้องมีทั้งความรู้พื้นฐานในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและความถนัดทางศิลปะ ควบคู่กันทั้งนี้เพราะเนื้อหาในหลักสูตรมีความครอบคลุมการสร้างบัณฑิตให้เป็นผู้ที่รอบรู้ สามารถเชื่อมโยงความรู้ในแต่ละสาขาได้ บัณฑิตสามารถไปศึกษาต่อและปฏิบัติงานได้หลากหลายหน้าที่รวมทั้งยังเป็นผู้ที่สามารถนำวิธีการสอนที่มีอย่างหลากหลายมาใช้สื่อสารถ่ายทอดความคิดและความรู้จากมโนทัศน์และเนื้อหาสาระของศาสตร์ทางศิลปศึกษาให้แก่ผู้เรียน และควบคู่ไปกับการนำไปประยุกใช้อย่างสร้างสรรค์ได้ ต่อมาในปี พ.ศ.๒๕๔๗ ได้ปรับปรุงหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา ให้เป็นหลักสูตร ๕ ปี ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้างของหลักสูตรครุศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทำให้บัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรมีใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งเป็นวิชาชีพที่ได้รับการคุ้มครอง สามารถทำการสอนได้ทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา (คณะครุศาสตร์, ๒๕๔๗) ขณะเดียวกันสาขาวิชาศิลปศึกษา ได้ก้าวไปสู่การตอบรับความต้องการของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนรวมทั้งความต้องการผู้เรียนด้วยการเปิดหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาวิชานวัตศิลปศึกษา ซึ่งมีจุดมุ่งหมายผลิตบุคคลเพื่อเป็นนักวิชาการทางการศึกษาที่มิได้มุ่งทำหน้าที่ครูศิลปศึกษา สามารถปฏิบัติงานด้านศิลปะและการออกแบบที่เกี่ยวข้องการศึกษา ใช้เวลาศึกษาในหลักสูตร ๔ ปี 

เป็นเวลา ๔๑ ปีที่สาขาวิชาศิลปศึกษได้ผลิตบัณฑิตศิลปศึกษาออกไปรับใช้สังคมในตำแหน่งครู อาจารย์ทั้งในสถาบันการศึกษาระดับโรงเรียน วิทยาลัยอาชีวศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฎ และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วประเทศ รวมทั้งประกอบอาชีพอิสระทั้งในวงการศิลปะและการออกแบบจำนวนไม่น้อยกว่า ๑๔๐๐ คน รวมทั้งผู้ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโท ในหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาศิลปศึกษาอีกเป็นจำนวน ๒๕ รุ่นออกไปปฏิบัติหน้าที่ในฐานะครู นักวิชาการ นักวิจัย และผู้บริหาร ที่ถ่ายทอด สร้างสรรค์ และจัดการองค์ความรู้ทางศิลปะให้แก่วงการศึกษาของประเทศไทย สาขาวิชาศิลปศึกษายังได้พัฒนาต่อไปอย่างต่อเนื่อง ด้วยเล็งเห็นว่าการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ ๆ ในศาสตร์ศิลปศึกษามิให้หยุดนิ่ง การผลิตนักวิชาการระดับสูงที่มีความสามารถพัฒนาองค์ความรู้ทฤษฎีใหม่ ๆ เป็นสิ่งจำเป็นต่อวงการศึกษา จึงได้เสนอขอเปิดหลักสูตรครุศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต ในสาขาศิลปศึกษา เพื่อผลิตนักวิจัยทางศิลปศึกษา ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมทางศิลปศึกษาขั้นสูง โดยใช้ศาสตร์ศิลปศึกษาเป็นแกนหลักเพื่อพัฒนาไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งภูมิปัญญา ซึ่งคาดว่าจะเปิดรับนิสิตปริญญาเอกในสาขาวิชาศิลปศึกษา ในปีการศึกษา ๒๕๕๕

พันธกิจของสาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยังคงยึดมั่นต่อการผลิตครู อาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัยทางศิลปศึกษา เพื่อสร้างพัฒนาการที่สมบูรณ์ให้แก่เด็กในวัยต่าง ๆ รวมทั้งมุ่งส่งเสริม และพัฒนาความมีสุนทรียภาพในบุคคล โดยผลิตผู้มีความรู้ความสามารถในการถ่ายทอดความคิด และการสร้างสรรค์ศิลปะ การนำจินตนากร และการสร้างสรรค์ไปสู่งานศิลปะและการออกแบบ รวมทั้งผูกโยงไปสู่การพัฒนาและสร้างองค์ความรู้ขั้นสูงทางศิลปศึกษาเพื่อนำไปสู่การพัฒนาสุนทรียภาพและคุณภาพชีวิตแก่สังคมต่อไป